March 31, 2026
Admin Cogistics Co.,Ltd

Last Mile Delivery คืออะไร? สำคัญอย่างไรในระบบโลจิสติกส์ (Logistics)

ในยุคที่การสั่งซื้อสินค้าออนไลน์กลายเป็นเรื่องปกติ ความเร็วและความแม่นยำในการจัดส่งกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อประสบการณ์ของลูกค้าโดยตรง หลายคนอาจคุ้นเคยกับคำว่า “โลจิสติกส์ (Logistics)” ในภาพรวม แต่เบื้องหลังความสำเร็จของการจัดส่งที่ถึงมือผู้รับอย่างรวดเร็ว ยังมีขั้นตอนสำคัญที่เรียกว่า Last Mile Delivery ซึ่งถือเป็นการจัดส่งขั้นสุดท้ายของกระบวนการจัดส่งสินค้าในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)
แม้จะเป็นระยะทางที่สั้นที่สุดเมื่อเทียบกับทั้งระบบ แต่ Last Mile Delivery กลับเป็นขั้นตอนที่สำคัญไม่แพ้กิจกรรมอื่น ซึ่งหากเกิดความล่าช้าในการขนส่งอาจกระทบถึงความเชื่อมั่นของร้านค้าปลีกปลายทางหรือผู้บริโภคคนสุดท้ายได้
ดังนั้นการเข้าใจว่า Last Mile Delivery คืออะไร และมีบทบาทอย่างไรในระบบโลจิสติกส์ ไม่เพียงช่วยให้มองเห็นภาพรวมของกระบวนการจัดส่งและห่วงโซ่อุปทาน แต่ยังช่วยให้ธุรกิจสามารถวางกลยุทธ์เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าในยุคนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นนั่นเอง
Last Mile Delivery คืออะไร?

การจัดส่งขั้นสุดท้าย หรือ Last Mile Delivery คือ ขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการจัดส่งสินค้าในระบบโลจิสติกส์ (Logistics) โดยเป็นการเคลื่อนย้ายสินค้าจากคลังสินค้า (Warehouse) หรือศูนย์กระจายสินค้า (Distribution Center : DC) ไปยังจุดหมายปลายทาง เช่น ร้านค้าปลีก หรือบ้านของลูกค้า ซึ่งถือเป็นขั้นตอนสำคัญในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และมีค่าใช้จ่ายสูงในกระบวนการโลจิสติกส์ รวมถึงเกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่ายทั้งผู้ค้าปลีก ผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ บริษัทอีคอมเมิร์ซ ตลอดจนลูกค้าคนสุดท้ายปลายทาง
ความสำคัญของ Last Mile Delivery
การจัดส่งขั้นสุดท้าย (Last Mile Delivery) มีบทบาทสำคัญในระบบโลจิสติกส์เป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ซับซ้อนและส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของธุรกิจและความพึงพอใจของลูกค้าคนสุดท้าย โดยช่วยสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าจากการจัดส่งที่รวดเร็วและตรงเวลา และช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันเพื่อความได้เปรียบในตลาด E-commerce อีกทั้งยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับต้นทุนการจัดส่งทั้งหมดและผลกำไรของธุรกิจอีกด้วย
รูปแบบของ Last Mile Delivery
Last Mile Delivery มีหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับลักษณะธุรกิจและความต้องการของลูกค้า โดยสามารถแบ่งออกเป็น 6 รูปแบบ ดังต่อไปนี้
- การซื้อของทั่วไป (Conventional Shopping) : การที่ผู้บริโภคเดินทางไปซื้อสินค้า ณ ร้านค้าปลีกและรับผิดชอบการขนส่งขั้นสุดท้ายด้วยตนเอง โดยการขับรถยนต์ส่วนตัว ใช้ระบบขนส่งสาธารณะ หรือเดินไปซื้อสินค้าที่ร้าน
- การจัดส่งไปยังจุดรับ ณ สาขาของร้านค้า (Click and Collect) : การที่ผู้บริโภคสั่งซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ โดยสินค้าที่สั่งซื้ออาจมีจำหน่ายที่ร้านค้าหรือเป็นการส่งสินค้าจากคลังสินค้าไปยังสาขาของร้านค้า จากนั้นผู้ขายจะจัดส่งสินค้าไปยังสาขาที่ลูกค้าเลือกรับสินค้า ระยะทางการขนส่งเหมือนกับการเดินทางไปซื้อของทั่วไปแต่ใช้เวลาน้อยลงจากการสั่งซื้อออนไลน์ ซึ่งการจัดส่งรูปแบบนี้มักใช้กับร้านค้าปลีกหรือสินค้าอุปโภคบริโภคอื่น ๆ
- การจัดส่งไปยังจุดรับสินค้าด้วยตนเอง (Pickup Points) : การที่ผู้บริโภคสั่งซื้อสินค้าทางออนไลน์ จากนั้นสินค้าจะถูกจัดส่งไปยังจุดรวบรวมและกระจายสินค้า (Point of Consumption: POC) ซึ่งมักตั้งอยู่บริเวณร้านค้าหรือซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้บ้าน โดยผู้บริโภคสามารถรับสินค้า ณ จุดรวบรวมและกระจายสินค้าที่ใกล้ที่สุดได้
- การจัดส่งไปยังจุดตั้งตู้ล็อกเกอร์ (Locker Stations) : ลักษณะคล้ายการจัดส่งไปยังจุดรับสินค้าด้วยตนเอง แต่มีข้อได้เปรียบคือการรับสินค้าจะไม่ขึ้นอยู่กับเวลาทำการของร้านค้า โดยตู้ล็อกเกอร์มักเป็นของผู้ให้บริการขนส่งหรือผู้ค้าปลีกออนไลน์และตั้งอยู่ใกล้สถานที่สำคัญ เช่น สถานีรถไฟ หรือสนามบิน เป็นต้น
- การจัดส่งถึงบ้าน (Home Deliveries) : หลังจากที่ผู้บริโภคสั่งซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ผู้ให้บริการขนส่งจะจัดส่งสินค้าไปยังบ้านของผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งเวลาการจัดส่งสินค้าจะต้องสอดคล้องกันทั้งผู้ให้บริการขนส่งและผู้บริโภค ซึ่งมีข้อจำกัดที่ส่งผลกระทบต่อรูปแบบการจัดส่งถึงบ้าน ได้แก่การจัดส่งที่ล้มเหลวจากการที่ผู้รับไม่อยู่บ้านทำให้ต้องจัดส่งใหม่ (Redelivery) รวมถึงอาจจะต้องมีการส่งคืนสินค้า (Returns) ไปยังผู้จำหน่าย
- การจัดส่งไปยังรถส่วนบุคคล (In-car Delivery) : หลังจากที่ผู้บริโภคสั่งซื้อสินค้าทางออนไลน์ ผู้ให้บริการขนส่งจะส่งมอบสินค้าไปยังรถยนต์ส่วนบุคคลของผู้บริโภคที่ต้องจอดรอในเขตเมือง ณ ช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งการให้บริการรูปแบบนี้ยังคงจำกัดขอบเขตการให้บริการแก่ผู้บริโภคในเขตเมืองใหญ่
ขอขอบคุณข้อมูล : กองยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ (2021), Last-mile Delivery การจัดส่งขั้นสุดท้าย. จาก https://dol.dip.go.th/uploadcontent/DOL/Teerasak/2565/Last%20mile%20and%20ALPI.pdf
ขั้นตอนของกระบวนการ Last Mile Delivery

- การรับคำสั่งซื้อเข้าสู่ระบบ (Customer Order) : เริ่มต้นจากการที่ลูกค้าทำการสั่งซื้อสินค้า หรือรับออเดอร์จากร้านค้าปลีก โดยข้อมูลคำสั่งซื้อจะถูกส่งเข้าสู่ระบบการจัดการคลังสินค้า (WMS) เพื่อให้ทางศูนย์กระจายสินค้า (DC) เตรียมคัดแยกสินค้าตามโซนพื้นที่จัดส่งได้อย่างถูกต้อง
- การบรรจุและเตรียมสินค้า (Pick and Pack) : สินค้าจะถูกหยิบและบรรจุ ณ ศูนย์กระจายสินค้า (Distribution Center) โดยการเตรียมสินค้าตามรายการคำสั่งซื้อและบรรจุสินค้าให้ถูกต้อง เพื่อป้องกันการส่งสินค้าผิดหรือเสียหาย
- การวางแผนเส้นทาง (Route Planning) : หลังจากได้รับคำสั่งซื้อระบบจะทำการวางแผนเส้นทางจัดส่งสินค้า โดยพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ เช่น ระยะทางและเวลา และจำนวนจุดจัดส่งในแต่ละรอบ เพื่อวางแผนเส้นทางให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดต้นทุนการขนส่ง และเพิ่มความรวดเร็วในการจัดส่งในขั้นตอน Last Mile Delivery
- การจัดส่งสินค้า (Delivery) : เมื่อสินค้าได้รับการเตรียมเรียบร้อยจะเข้าสู่ขั้นตอนการจัดส่งหรือกระจายสินค้า โดยอาจใช้รูปแบบการขนส่งที่หลากหลาย เช่น รถขนส่ง รถห้องเย็น หรือผู้ให้บริการขนส่งภายนอก เพื่อจัดส่งสู่ปลายทาง
- การยืนยันการส่งมอบสินค้า (Proof of Delivery : POD) : ขั้นตอนสุดท้ายคือการส่งมอบของถึงมือผู้รับ พร้อมหลักฐานการยืนยันการส่งมอบ หรือ Proof of Delivery (POD) เพื่อช่วยเพิ่มความโปร่งใส และสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้
บทความแนะนำ : ทำความรู้จัก WMS TMS ระบบการจัดการคลังสินค้า ที่มีความสำคัญในบริการขนส่งควบคุมอุณหภูมิ
ความแตกต่างของ Last Mile Delivery แบบ B2B และ D2C
การจัดการ Last Mile Delivery อาจมีรูปแบบที่แตกต่างกันตามลักษณะของธุรกิจ โดยเฉพาะระหว่าง Direct-to-Consumer (D2C) และ Business-to-Business (B2B) ซึ่งมีวัตถุประสงค์และวิธีการดำเนินงานที่แตกต่างกัน
- Direct-to-Consumer (D2C) : การจัดส่งสินค้าจากผู้ขายไปยังผู้บริโภคโดยตรง เหมาะสำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (E-commerce) ที่ต้องการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าในขั้นตอนสุดท้ายของการจัดส่ง เช่น การสั่งสินค้าออนไลน์แล้วจัดส่งถึงบ้านลูกค้า
- Business-to-Business (B2B) : การจัดส่งสินค้าระหว่างธุรกิจด้วยกัน เช่น การขนส่งหรือกระจายสินค้าจากคลังสินค้าหรือศูนย์กระจายสินค้าไปยังร้านค้าปลีก หรือโรงงานผลิตเพื่อใช้งานต่อหรือวางจำหน่าย เช่น การกระจายสินค้าไปยังร้านสะดวกซื้อหรือห้างค้าโมเดิร์นเทรด (Modern Trade)
“ศูนย์กระจายสินค้าในเมือง (Urban Node)” Last-Mile DC ใจกลางเมืองของ Cogistics

Cogistics ได้ใช้แนวคิด Multi-Operation Cold Chain Model ที่เชื่อมโยง “3 ทำเลทองของศูนย์กระจายสินค้า” เข้าด้วยกันจนเกิดเป็นระบบขนส่งควบคุมอุณหภูมิ (Cold Chain Logistics) ครบวงจร และออกแบบ “Flow Design” โดยเชื่อมโยงรถห้องเย็น คลังสินค้าห้องเย็น ศูนย์กระจายสินค้า และช่องทางโมเดิร์นเทรดเข้าไว้ด้วยกัน
หนึ่งในโลเคชั่นทำเลทองสำหรับขั้นตอน Last Mile Delivery นั่นคือ “ห้องเย็นและศูนย์กระจายสินค้าใจกลางสุขุมวิท” ซึ่งเป็นศูนย์กระจายสินค้าที่ตั้งอยู่ในย่านสุขุมวิทของ Cogistics เพื่อให้การกระจายสินค้าในเขตเมืองเป็นเรื่องง่ายและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น พร้อมรองรับการจัดเก็บและขนส่งสินค้าด้วยคลังสินค้าห้องเย็น (Cold Storage) ที่ได้มาตรฐาน
โดยการรับวัตถุดิบและสินค้าจากลูกค้าเข้าสู่คลังสินค้าห้องเย็น จัดเก็บและบริหารสต็อกอย่างมีประสิทธิภาพ จากนั้นจึงกระจายสินค้าไปยังโมเดิร์นเทรด ร้านอาหารขนาดใหญ่ ร้านอาหารบริการด่วน (QSR) และศูนย์การค้า (Premium Outlets) สำหรับลูกค้า B2B ของเรา
คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ : Cogistics Cold Storage: คลังสินค้าห้องเย็นทำเลทอง รองรับการขนส่งควบคุมอุณหภูมิทั่วไทย
สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ช่องทาง
Call: 02-328-6638
Line Official: @cogistics
Facebook: Cogistics Co., Ltd.
Email: salesorder@cogistics.co.th
แล้วมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเรา Cogistics เพื่อนคู่คิดธุรกิจอุตสาหกรรมอาหาร