
หากคุณเป็นเจ้าของแบรนด์สินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่กำลังขยายช่องทางจัดจำหน่ายเข้าสู่ช่องทางโมเดิร์นเทรด (Modern Trade) อย่างห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต หรือร้านสะดวกซื้อ สิ่งหนึ่งที่ต้องคิดตามมาคือ “การกระจายสินค้าเข้าโมเดิร์นเทรด” เพราะการนำสินค้าเข้าสู่ช่องทางเหล่านี้ไม่ได้มีเพียงเรื่องของการจัดจำหน่าย แต่ยังครอบคลุมถึงการบริหารปริมาณสินค้า รอบการจัดส่ง จำนวนจุดกระจายสินค้าปลายทาง และต้นทุนด้านโลจิสติกส์โดยรวมทั้งหมด
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพและความคุ้มค่าคือ การเลือกประเภทขนส่งให้เหมาะกับรูปแบบสินค้าและแผนการกระจายสินค้าของธุรกิจ โดยเฉพาะ FTL (Full Truck Load) และ LTL (Less Than Truckload) ซึ่งเป็นรูปแบบการขนส่งที่มีความแตกต่างกันทั้งในด้านการใช้พื้นที่รถ รูปแบบการจัดส่ง และการบริหารต้นทุน
ดังนั้นการเลือกใช้ขนส่งแบบ FTL หรือ LTL จึงไม่ควรพิจารณาเพียงว่ารูปแบบใดมีค่าขนส่งต่อเที่ยวต่ำกว่า แต่ควรมองให้ครอบคลุมถึงปริมาณสินค้า เส้นทาง จำนวนจุดส่ง ความถี่ในการจัดส่ง และต้นทุนโลจิสติกส์ทั้งหมด ในวันนี้เราจะพาไปทำความเข้าใจถึงความแตกต่างของการขนส่งระหว่างแบบ FTL และ LTL พร้อมแนวทางเลือกรูปแบบการขนส่งให้เหมาะกับการกระจายสินค้าเข้าสู่โมเดิร์นเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น
FTL (Full Truck Load) คือ รูปแบบการขนส่งแบบเหมาคันหรือเต็มคันรถ โดยใช้พื้นที่รถบรรทุกสำหรับขนส่งสินค้าของผู้ส่งรายเดียวและไม่แบ่งพื้นที่ในรถร่วมกับผู้อื่น ซึ่งเป็นการขนส่งจากจุดรับไปยังปลายทางโดยตรงไม่มีการแวะรับหรือส่งสินค้าของลูกค้ารายอื่นระหว่างทาง โดยมีทั้งแบบ Direct Delivery และ Multi-Drop
จุดเด่นของการขนส่ง FTL
LTL (Less Than Truckload) คือ รูปแบบการขนส่งแบบไม่เต็มคันรถหรือการขนส่งแบบรวมเที่ยว โดยใช้วิธีรวมสินค้า (Consolidation) จากผู้ส่งหลายรายให้อยู่ในรถบรรทุกคันเดียวกัน เพื่อจัดส่งสู่ปลายทางเดียวกันหรือโซนใกล้เคียงกัน โดยผู้ส่งจะจ่ายค่าขนส่งเฉพาะตามพื้นที่หรือน้ำหนักสินค้าที่ใช้จริง ทำให้ผู้ประกอบการไม่ต้องแบกรับค่าขนส่งทั้งหมด เหมาะสำหรับธุรกิจรายย่อยที่ต้องขนส่งในปริมาณไม่มาก
จุดเด่นของการขนส่ง LTL

| ปัจจัยเปรียบเทียบ |
FTL (Full Truck Load) |
LTL Less Than Truckload) |
| รูปแบบการขนส่ง |
ขนส่งเต็มคันรถหรือเหมาคัน |
ขนส่งไม่เต็มคันรถหรือรวมเที่ยว |
| ค่าใช้จ่ายในการขนส่ง |
ราคาเหมาต่อเที่ยว/คันรถ |
คิดตามน้ำหนักหรือปริมาณสินค้าจริง |
| ปริมาณสินค้า |
เหมาะกับสินค้าปริมาณมาก |
เหมาะกับสินค้าปริมาณน้อย-ปานกลาง |
| ความรวดเร็วในการส่ง |
ส่งเร็วจากต้นทางถึงปลายทาง |
ส่งช้ากว่าเพราะต้องแวะหลายจุด |
| ความยืดหยุ่น |
กำหนดเวลาและเส้นทางได้ตามต้องการ |
ขึ้นอยู่กับรอบรถและเส้นทางของผู้ให้บริการ |
| ต้นทุนค่าขนส่ง |
ต้นทุนต่อหน่วยคุ้มค่าเมื่อสินค้าเต็มคัน |
ต้นทุนต่ำสำหรับสินค้าปริมาณน้อย |
| ความเสี่ยงสินค้าเสียหาย |
ต่ำกว่า ขนถ่ายน้อยครั้ง |
สูงกว่า มีการขนถ่ายและรวมสินค้าหลายรายการ |
การกระจายสินค้าเข้าโมเดิร์นเทรด (Modern Trade) ไม่เหมือนการส่งสินค้าทั่วไป เพราะต้องส่งตามเวลาที่ศูนย์กระจายสินค้า (DC) ของห้างหรือร้านสะดวกซื้อกำหนดไว้ รวมถึงต้องผ่านมาตรฐานคุณภาพและการรับสินค้าของโมเดิร์นเทรดแต่ละเจ้าและประเภทสินค้าบางกลุ่ม เช่น สินค้าที่ต้องมีการควบคุมอุณหภูมิในการขนส่ง เป็นต้น
เพราะฉะนั้นหากเลือกการขนส่งแบบ FTL (Full Truck Load) หรือ LTL (Less Than Truckload) จึงควรพิจารณาจากลักษณะของสินค้าและเครือข่ายการกระจายสินค้าเป็นหลัก โดยพิจารณาจากเงื่อนไขดังต่อไปนี้

“Cogistics” เราออกแบบระบบโลจิสติกส์สำหรับ “FOOD PIPELINE” บริการกระจายสินค้าขนส่งควบคุมอุณหภูมิ (Cold Chain Logistics) สำหรับวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์อาหารระหว่างธุรกิจสู่ธุรกิจ B2B เพื่อกระจายสินค้าเข้าสู่ร้านค้าโมเดิร์นเทรดทั่วประเทศ
ด้วยแนวคิด “Share Bus – Share Asset” ที่นำหลักการ LTL (Less Than Truckload) มายกระดับเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกระจายสินค้า โดยเปิดโอกาสให้ธุรกิจหลายเจ้าแชร์การขนส่งเพื่อกระจายสินค้าไปยังโมเดิร์นเทรดปลายทางเดียวกันทั้งคลังสินค้าห้องเย็นและรถขนส่งควบคุมอุณหภูมิ (รถห้องเย็น)
ตัวอย่างโมเดิร์นเทรด (Modern Trade) ที่ Food Pipeline ให้บริการกระจายสินค้า
*หมายเหตุ : Food Pipeline ให้บริการกระจายสินค้าประเภทวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์อาหารเฉพาะสินค้าที่ทำสัญญาฝากขายกับช่องทางโมเดิร์นเทรดแล้วเท่านั้น
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ :
สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ช่องทาง
Call: 02-328-6638
Line Official: @cogistics
Facebook: Cogistics Co., Ltd.
Email: salesorder@cogistics.co.th
แล้วมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเรา Cogistics เพื่อนคู่คิดธุรกิจอุตสาหกรรมอาหาร