September 28, 2026
Admin Cogistics Co.,Ltduser_icon

FTL vs LTL ต่างกันอย่างไร? เลือกขนส่งแบบไหนให้คุ้มกับการกระจายสินค้าเข้าโมเดิร์นเทรด

FTL vs LTL ต่างกันอย่างไร? เลือกขนส่งแบบไหนให้คุ้มกับการกระจายสินค้าเข้าโมเดิร์นเทรด

หากคุณเป็นเจ้าของแบรนด์สินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่กำลังขยายช่องทางจัดจำหน่ายเข้าสู่ช่องทางโมเดิร์นเทรด (Modern Trade) อย่างห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต หรือร้านสะดวกซื้อ สิ่งหนึ่งที่ต้องคิดตามมาคือ “การกระจายสินค้าเข้าโมเดิร์นเทรด” เพราะการนำสินค้าเข้าสู่ช่องทางเหล่านี้ไม่ได้มีเพียงเรื่องของการจัดจำหน่าย แต่ยังครอบคลุมถึงการบริหารปริมาณสินค้า รอบการจัดส่ง จำนวนจุดกระจายสินค้าปลายทาง และต้นทุนด้านโลจิสติกส์โดยรวมทั้งหมด

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพและความคุ้มค่าคือ การเลือกประเภทขนส่งให้เหมาะกับรูปแบบสินค้าและแผนการกระจายสินค้าของธุรกิจ โดยเฉพาะ FTL (Full Truck Load) และ LTL (Less Than Truckload) ซึ่งเป็นรูปแบบการขนส่งที่มีความแตกต่างกันทั้งในด้านการใช้พื้นที่รถ รูปแบบการจัดส่ง และการบริหารต้นทุน

ดังนั้นการเลือกใช้ขนส่งแบบ FTL หรือ LTL จึงไม่ควรพิจารณาเพียงว่ารูปแบบใดมีค่าขนส่งต่อเที่ยวต่ำกว่า แต่ควรมองให้ครอบคลุมถึงปริมาณสินค้า เส้นทาง จำนวนจุดส่ง ความถี่ในการจัดส่ง และต้นทุนโลจิสติกส์ทั้งหมด ในวันนี้เราจะพาไปทำความเข้าใจถึงความแตกต่างของการขนส่งระหว่างแบบ FTL และ LTL พร้อมแนวทางเลือกรูปแบบการขนส่งให้เหมาะกับการกระจายสินค้าเข้าสู่โมเดิร์นเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น

 

FTL (Full Truck Load) คืออะไร?

FTL (Full Truck Load) คือ รูปแบบการขนส่งแบบเหมาคันหรือเต็มคันรถ โดยใช้พื้นที่รถบรรทุกสำหรับขนส่งสินค้าของผู้ส่งรายเดียวและไม่แบ่งพื้นที่ในรถร่วมกับผู้อื่น ซึ่งเป็นการขนส่งจากจุดรับไปยังปลายทางโดยตรงไม่มีการแวะรับหรือส่งสินค้าของลูกค้ารายอื่นระหว่างทาง โดยมีทั้งแบบ Direct Delivery และ Multi-Drop

จุดเด่นของการขนส่ง FTL

  • ใช้พื้นที่เต็มคันรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • จัดส่งถึงปลายทางได้อย่างรวดเร็ว
  • กำหนดเวลารับ-ส่งสินค้าได้แม่นยำ
  • ควบคุมรอบการจัดส่งได้ง่าย
  • เหมาะกับการขนส่งสินค้าปริมาณมาก
  • ต้นทุนต่อหน่วยคุ้มค่าเมื่อสินค้าเต็มคัน

 

LTL (Less than Truckload) คืออะไร?

LTL (Less Than Truckload) คือ รูปแบบการขนส่งแบบไม่เต็มคันรถหรือการขนส่งแบบรวมเที่ยว โดยใช้วิธีรวมสินค้า (Consolidation) จากผู้ส่งหลายรายให้อยู่ในรถบรรทุกคันเดียวกัน เพื่อจัดส่งสู่ปลายทางเดียวกันหรือโซนใกล้เคียงกัน โดยผู้ส่งจะจ่ายค่าขนส่งเฉพาะตามพื้นที่หรือน้ำหนักสินค้าที่ใช้จริง ทำให้ผู้ประกอบการไม่ต้องแบกรับค่าขนส่งทั้งหมด เหมาะสำหรับธุรกิจรายย่อยที่ต้องขนส่งในปริมาณไม่มาก

จุดเด่นของการขนส่ง LTL

  • ใช้พื้นที่รถขนส่งร่วมกับสินค้ารายอื่น
  • ค่าใช้จ่ายตามปริมาณที่จัดส่งจริง
  • ต้นทุนต่ำสำหรับสินค้าปริมาณน้อย
  • เพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารสต็อก
  • เหมาะสำหรับการกระจายสินค้าหลายจุด
  • เหมาะกับการขนส่งสินค้าปริมาณน้อยถึงปานกลาง

 

ตารางเปรียบเทียบ FTL vs LTL ต่างกันอย่างไร?

เปรียบเทียบ FTL vs LTL ต่างกันอย่างไร?

ปัจจัยเปรียบเทียบ

FTL

(Full Truck Load)

LTL

Less Than Truckload)

รูปแบบการขนส่ง

ขนส่งเต็มคันรถหรือเหมาคัน

ขนส่งไม่เต็มคันรถหรือรวมเที่ยว

ค่าใช้จ่ายในการขนส่ง

ราคาเหมาต่อเที่ยว/คันรถ

คิดตามน้ำหนักหรือปริมาณสินค้าจริง

ปริมาณสินค้า

เหมาะกับสินค้าปริมาณมาก

เหมาะกับสินค้าปริมาณน้อย-ปานกลาง

ความรวดเร็วในการส่ง

ส่งเร็วจากต้นทางถึงปลายทาง

ส่งช้ากว่าเพราะต้องแวะหลายจุด

ความยืดหยุ่น

กำหนดเวลาและเส้นทางได้ตามต้องการ

ขึ้นอยู่กับรอบรถและเส้นทางของผู้ให้บริการ

ต้นทุนค่าขนส่ง

ต้นทุนต่อหน่วยคุ้มค่าเมื่อสินค้าเต็มคัน

ต้นทุนต่ำสำหรับสินค้าปริมาณน้อย

ความเสี่ยงสินค้าเสียหาย

ต่ำกว่า ขนถ่ายน้อยครั้ง

สูงกว่า มีการขนถ่ายและรวมสินค้าหลายรายการ

 

ขนส่งแบบไหนเหมาะกับการกระจายสินค้าเข้า Modern Trade?

การกระจายสินค้าเข้าโมเดิร์นเทรด (Modern Trade) ไม่เหมือนการส่งสินค้าทั่วไป เพราะต้องส่งตามเวลาที่ศูนย์กระจายสินค้า (DC) ของห้างหรือร้านสะดวกซื้อกำหนดไว้ รวมถึงต้องผ่านมาตรฐานคุณภาพและการรับสินค้าของโมเดิร์นเทรดแต่ละเจ้าและประเภทสินค้าบางกลุ่ม เช่น สินค้าที่ต้องมีการควบคุมอุณหภูมิในการขนส่ง เป็นต้น

เพราะฉะนั้นหากเลือกการขนส่งแบบ FTL (Full Truck Load) หรือ LTL (Less Than Truckload) จึงควรพิจารณาจากลักษณะของสินค้าและเครือข่ายการกระจายสินค้าเป็นหลัก โดยพิจารณาจากเงื่อนไขดังต่อไปนี้

  • เลือกใช้ FTL (Full Truck Load)
    • สินค้าที่ส่งเข้า DC มีปริมาณมากพอจะเต็มหรือใกล้เต็มคัน
    • ต้องเร่งส่งสินค้าเข้าโปรโมชันหรือช่วงที่มียอดขายสูง
    • มีเส้นทางหลักและรอบการจัดส่งที่ค่อนข้างแน่นอน
  • เลือกใช้ LTL (Less Than Truckload)
    • แบรนด์เพิ่งเริ่มวางสินค้าในโมเดิร์นเทรดและปริมาณต่อรอบยังไม่มาก
    • ปริมาณสินค้าที่จัดส่งในแต่ละรอบไม่เต็มคันรถ
    • กระจายสินค้าเข้าโมเดิร์นเทรดหลายปลายทาง
    • ต้องการลดต้นทุนค่าขนส่งและจ่ายตามปริมาณที่ส่งจริง

 

แนวคิด “Share Bus – Share Asset” ของ Food Pipeline

แนวคิด “Share Bus – Share Asset” ของ Food Pipeline

“Cogistics” เราออกแบบระบบโลจิสติกส์สำหรับ “FOOD PIPELINE” บริการกระจายสินค้าขนส่งควบคุมอุณหภูมิ (Cold Chain Logistics) สำหรับวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์อาหารระหว่างธุรกิจสู่ธุรกิจ B2B เพื่อกระจายสินค้าเข้าสู่ร้านค้าโมเดิร์นเทรดทั่วประเทศ

ด้วยแนวคิด “Share Bus – Share Asset” ที่นำหลักการ LTL (Less Than Truckload) มายกระดับเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกระจายสินค้า โดยเปิดโอกาสให้ธุรกิจหลายเจ้าแชร์การขนส่งเพื่อกระจายสินค้าไปยังโมเดิร์นเทรดปลายทางเดียวกันทั้งคลังสินค้าห้องเย็นและรถขนส่งควบคุมอุณหภูมิ (รถห้องเย็น)

  • ลดต้นทุนขนส่ง ด้วยการแชร์กับธุรกิจที่ใช้เส้นทางเดียวกัน
  • Multi-Drop รถหนึ่งคันกระจายสินค้าหลายจุดภายใต้เส้นทางเดียว
  • ลดจำนวนเที่ยวรถที่ไม่จำเป็น ลดการปล่อยมลพิษจากการขนส่ง

ตัวอย่างโมเดิร์นเทรด (Modern Trade) ที่ Food Pipeline ให้บริการกระจายสินค้า

  • ร้านสะดวกซื้อ (Convenience Store) : 7-Eleven / Family Mart / Lawson 108
  • ซูเปอร์มาร์เก็ต (Supermarket) : Tops Supermarket / Villa Market / Gourmet Market / Foodland Supermarket / CP Freshmart / Maxvalu / Golden Place
  • ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ (Hypermarket) : Makro / Lotus's / Big C

*หมายเหตุ : Food Pipeline ให้บริการกระจายสินค้าประเภทวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์อาหารเฉพาะสินค้าที่ทำสัญญาฝากขายกับช่องทางโมเดิร์นเทรดแล้วเท่านั้น

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ :

 

สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ช่องทาง

Call: 02-328-6638

Line Official: @cogistics

Facebook: Cogistics Co., Ltd.

Email: salesorder@cogistics.co.th

แล้วมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเรา Cogistics เพื่อนคู่คิดธุรกิจอุตสาหกรรมอาหาร